๏ปฟ Forest Biology » Blog Archive » ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสังคมสัตว์ป่า
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสังคมสัตว์ป่า

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสังคมสัตว์ป่า

3

สัตว์ป่า เป็นทรัพยากรธรรมชาติประเภทที่สามารถทดแทนได้ในตัวเอง ( Renewable resource ) ซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งโดยทางตรง ในด้านคุณค่าความงาม จิตใจ การนันทนาการ เศรษฐกิจ และโดยทางอ้อมในด้านของบทบาทในระบบนิเวศ

คำว่า ? สัตว์ป่า ? ( wildlife ) หมายถึง สัตว์มีกระดูกสันหลังที่ถือกำเนิด และอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก แต่ในทางกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มีความหมายที่ครอบคลุมถึงสัตว์พาหนะ และลูก ซึ่งเกิดจากสัตว์ดังกล่าวที่ได้รับการจดทะเบียนตั๋วรูปพรรณแล้ว และตาม พ.ร.บ. ฉบับเดียวกันนี้ ได้จัดแบ่งประเภทของสัตว์ป่าออกเป็น 2 ประเภท คือ สัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครอง

ลักษณะเด่นในการจำแนก ( Diagnosis )

การจำแนกกลุ่มและชนิดสัตว์ป่า ต้องอาศัยสิ่งต่างๆ หลายลักษณะประกอบกัน ได้แก่

1. ขนาด ( Size ) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแต่ละชนิดจะมีขนาดที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ขนาดเล็กเท่ากับหนูผีจนไปถึงขนาดใหญ่เท่ากับช้าง เป็นต้น ดังนั้น การจำแนกกลุ่ม และชนิดของสัตว์โดยอาศัยขนาดและสัดส่วนประกอบกับลักษณะอื่นๆ เช่น รูปร่าง สีสัน ขาและนิ้วเท้า จะช่วยให้การจำแนกกลุ่มมีความถูกต้อง และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

2. รูปร่าง ( Shape ) รูปร่างสัณฐาน จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนจากภายนอกว่า เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มใด แต่ยังต้องอาศัยรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อเจาะลึกไปถึงชนิด

3. สีขน ( Color ) สีขนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกิดจากรงควัตถุ ( Pigment ) ที่พบในขน และผิวหนัง ความแตกต่างของสัตว์ขนาดกลาง และใหญ่แต่ละชนิด สามารถพิจารณาได้จาก สี แถบ ลวดลาย และรอยแต้มที่ปรากฏตามตัว

4. ขน ( Hair ) ลักษณะลายของเปลือกขน ( cuticular scale ) และแกนภายในของเส้นขน ( medulla ) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์แต่ละชนิดที่มีความแตกต่างกันออกไป

5. ขาและนิ้วเท้า ( Appendage and Digit ) ขาและนิ้วเท้า เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของสัตว์ และสัตว์แต่ละชนิด จะมีลักษณะของขาและนิ้วเท้าที่แตกต่างกัน

6. กะโหลก และฟัน ( Skull and Teeth ) ลักษณะของกะโหลก การจัดเรียงฟัน และจำนวนซี่ฟัน มีความสำคัญต่อการมองเห็นความแตกต่าง และเป็นประโยชน์ในการจำแนกทางอนุกรมวิธานในเรื่องของอันดับ วงศ์ สกุล และชนิด ทั้งนี้เนื่องจาก ลักษณะของฟันเป็นสิ่งที่แสดงถึง อุปนิสัยการกินอาหารของสัตว์แต่ละชนิด เช่น

  • สัตว์กินพืชในอันดับ สัตว์กีบคู่ ( Order artiodactyla ) และสัตว์กีบคี่ ( Order perssodactyla ) ฟันกรามจะมีขนาดใหญ่
  • สัตว์กินเนื้อ ( Order canivora ) เป็นฟันเขี้ยวใหญ่ แต่ฟันกรามมีขนาดเล็ก
  • สัตว์กินพืช เช่น หมู และหมี มีฟันกรามกลมมน สัตว์ฟันแทะ ( Order rodentia ) มีฟันคู่บน – ล่างอย่างละ 1 คู่ ลิ่นหรือนิ่ม ( Order pholidota ) ไม่มีฟันปรากฏ เนื่องจาก เป็นสัตว์กินแมลงที่อ่อนนุ่ม ( เช่น มดและปลวก ) หนูผี ( Order insectivora ) มีฟันหน้าขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Soricid inciser ลักษณะของฟันโค้งลง และฟันล่างยื่นไปข้างหน้า

7. เขา ( Horn and Antler ) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีเขา จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป สัตว์จำพวกกวาง ( Family Cervidae ) โดยกวางเพศผู้มีลำเขาแบบผลัด ( Antler ) มีรูปทรงแตกต่างกัน ส่วนตัวเมีย และลูกไม่มีเขา เช่น ละองมีกิ่งรับหมา ( browtine ) โค้งงอน ตัวลำเขายื่นโค้งเป็นวงไปด้านหลังปลายลำเขาแบน และแตกกิ่งเล็ก กวางป่าและเนื้อทราย มีแกนรับเขาสั้น และเขาแต่ละข้าง ข้างละ 3 กิ่ง อีเก้งธรรมดา และเก้งหม้อ มีแกนรับเขาค่อนข้างยาว แต่มีกิ่งรับหมาสั้นมาก และลำเขาสั้นไม่แตกกิ่ง เป็นต้น

8. เต้านม ( Mammae ) การจำแนกชนิดสัตว์ขนาดเล็ก เช่น หนู และกระแต จำนวนและตำแหน่งเต้านมสามารถใช้เป็นสิ่งพิจารณาในการจำแนกสกุล และชนิดได้ หนูหริ่ง ในสกุล Mus มีสูตรเต้านม ( Mammae formula ) 3 + 2, หนูสกุล Bandicota มีสูตรเต้านมเป็น 3 + 3, ในขณะที่หนูสกุล Rattus มีสูตรเต้านมผันแปร ตั้งแต่ 2 + 2, 2 + 3 และ 3 + 3 หนูท้องขาว ( Rattus rattis ) และหนูท้องขาวปักษ์ใต้ ( Rattus tiomanicus ) ใช้กะโหลกในการจำแนกชนิด

9. ลักษณะเด่นอื่น ๆ เช่น สัตว์จำพวกลิ่น ( Order pholidota ) มีเกล็ดปกคลุมตัว เม่นมีขนแหลมคลุมตัว สัตว์กินเนื้อ ( Order canivora ) ในวงศ์เสือ และ แมว ( Family felidaee ) มีซองเก็บเล็บ เวลาเดินไม่ปรากฏบนพื้น แต่วงศ์อื่นๆ ส่วนใหญ่ไม่มีซองเล็บ บ่าง ( Order dermopterra ) มีแผ่นหนังระหว่างขาทั้งสี่ และหาง กระรอกบิน [ ( Order rodehtia, Family sciurdae, Subfamily petauristinae ) บางตำรายกขึ้นเป็น Family pteromyidae ] มีแผ่นหนังระหว่างขาทั้งสี่เท่านั้น ค้างคาวกินผลไม้ ( Suborder magachiropter ) มีรูปหน้าตาคล้ายหมาจิ้งจอกขอบหูมีวงรอบ และไม่มี noseleaf ค้างคาวกินแมลง ( Suborder microchiroptera ) มี noseleaf ปรากฏ ค้างคาวในแต่ละวงศ์ใช้หาง และแผ่นหนังบริเวณหาง และจะใช้ลักษณะที่แตกต่างของแผ่นหนังบริเวณรอบจมูก ( noseleaf ) เป็นสิ่งช่วยพิจารณาในการจำแนกวงศ์ค้างคาวกินแมลง ค้างคาวมงกุฎ ดูจากการปรากฏของยอดมงกุฎ ( lanser ) เหนือจมูก หนูหลายชนิดใช้ความแตกต่างของหางในเรื่องตำแหน่งของกลุ่มขน หรือขนที่ขึ้นกระจายอยู่ห่างๆ กัน สีของหนัง ( Skin ) ด้านบน และด้านล่างของหาง ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในการศึกษาคาริโอไทป์ ( karyotype ) เพื่อใช้ในการจำแนกชนิดสัตว์ป่า โดยพิจารณาจากจำนวน และลักษณะของโครโมโซม ( Chromosome )

10. เสียงร้อง ( Voice ) สัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมมีกล่องเสียง ( Pharynx ) ที่ช่วยให้เปล่งเสียงร้องได้ เช่น ชะนีหลายชนิดมีเสียงร้องประกาศอาณาเขตที่แตกต่างกัน เสือโคร่ง อีเก้ง กวาง ค่าง ลิง กระรอกชนิดต่างๆ มีเสียงร้องที่แตกต่างกันออกไป ในค้างคาวอุปกรณ์ ที่เรียกว่า เครื่องตรวจหาค้างคาว ( bat detector ) ซึ่งเป็นเครื่องมือพิเศษช่วยขยายคลื่นเสียง ให้อยู่ในช่วงคลื่นที่หูมนุษย์สามารถรับฟังได้ยินเสียง เพื่อจำแนกกลุ่มและชนิด เนื่องจากค้างคาวแต่ละชนิดส่งคลื่นเสียงออกมาด้วยความถี่ของช่วงคลื่นที่แตกต่างกัน

11. รอยเดินและร่องรอย ( Track and Type ) ร่องรอยต่างๆ เช่น รอยกีบ อุ้งเท้า รอยนอน รอยปลักโคลนหมูป่า กวางป่า มูลดินของตุ่น อ้น และหนูบางชนิด รอยหมายอาณาเขตของสัตว์จำพวกเสือ ลักษณะกองมูลต่างๆ ของสัตว์ป่า รังเศษขน และร่องรอยการแทะเล็ม กัดกินอาหาร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ช่วยบอกให้ทราบถึงการปรากฏของสัตว์ป่าในพื้นที่ได้ แต่ผู้จำแนกต้องมีความชำนาญ และมีประสบการณ์ค่อนข้างมาก มิฉะนั้นการจำแนกอาจสับสน และก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย

12. สภาพถิ่นที่อยู่อาศัย ( Habitat Type ) สัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมแต่ละชนิดมีความสัมพันธ์กับ ถิ่นที่อยู่อาศัย เช่น กระต่ายป่า พบในป่าเต็งรัง และแหล่งทุ่งหญ้า เลียงผา อาศัยอยู่ในย่านเขาหินปูน วัวแดง พบในป่าประเภทผลัดใบ สัตว์จำพวกลิง อาศัยอยู่ในป่าดงดิบ และป่าผลัดใบ อีเห็นข้างลาย ชะมดเช็ด อีเก้ง และหมูป่า สามารถพบได้ในป่าประเภทต่างๆ หลายสภาพ นาก พบในป่าบริเวณที่มีลำห้วย ลำธารไหลผ่าน ตุ่น หรือติ่ง อาศัยอยู่ใต้พื้นบนป่าดิบเขา หรือป่าสนในระดับสูง ปลาวาฬ ปลาโลมา และปลาพะยูน อาศัยอยู่ในท้องทะเล

13. แหล่งการกระจายและสถานที่พบ ( Distribution Range and Locality Site ) สัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมแต่ละชนิดมีแหล่งการแพร่กระจายที่แตกต่างกัน สัตว์ป่าบางชนิดมีแหล่งการกระจายอยู่ทั่วไป และพื้นที่ป่าเขาทั่วทุกภาคของประเทศ เช่น หมูป่า อีเก้ง กวางป่า เม่นใหญ่ ลิ่น หรือนิ่ม เป็นต้น บางชนิดพบในท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง เช่น กวางผา อีเห็น พบในบริเวณลุ่มน้ำปิงทางภาคเหนือ ควายป่า พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี กูปรี เคยพบทางแถบภาคอีสานใต้ใกล้ชายแดนเขมร ค่างดำ พบทางจังหวัดกาญจนบุรี เรื่อยลงไปทางภาคใต้ สมเสร็จ พบทางภาคตะวันตกเรื่อยลงไปจนถึงภาคใต้ของประเทศ ค่างแว่นถิ่นเหนือ ลิงอ้ายเหี๊ยะ กระต่ายป่า และหมาจิ้งจอก จะไม่พบทางภาคใต้ของประเทศ เป็นต้น

ปัจจุบันแหล่งการกระจายสัตว์ป่ามีขนาดเล็กลง และพบอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเฉพาะในแหล่งการแพร่กระจายที่เคยพบในอดีต เช่น พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางแห่งของประเทศ เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย และการถูกล่าจนหมดไปจากพื้นที่ที่เคยพบ

CP2-0498

No Comments »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URL

Leave a comment