๏ปฟ Forest Biology » Blog Archive » ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสังคมพืช
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสังคมพืช

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสังคมพืช

CP4-8742ความหมายของ ? สังคมพืช ? ที่นักนิเวศวิทยาป่าไม้นิยมใช้กัน คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนของพันธุ์พืชชนิดต่างๆ มีความสัมพันธ์กันระหว่างชนิดไม้เหล่านั้นกับปัจจัยแวดล้อมที่เป็นสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตในพื้นที่นั้นด้วย อาจรวมถึงกลุ่มพืชในจินตนาการ ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยรวมในแนวความคิดที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจได้โดยไม่ต้องเห็นภาพหรือสภาพพื้นที่จริง เช่น สังคมทุ่งหญ้า สังคมป่าดงดิบแล้ง สังคมป่าเต็งรัง สังคมป่าผสมผลัดใบ เป็นต้น ส่วนกลุ่มพืชที่กำหนดเจาะจง โดยถือลักษณะโครงสร้างและมีพื้นที่ที่แน่นอน ในทางนิเวศวิทยาป่าไม้ นิยมใช้คำว่า ? Association ? ซึ่งหมายถึง สังคมที่บอกถึงองค์ประกอบของชนิดไม้ในสังคมอย่างแน่นอนในระดับหนึ่ง ในแต่ละ Association ประกอบไปด้วยหมู่ไม้ ( Stand ) ต่างๆ ที่มีลักษณะเหมือนๆ กันมาประกอบกันเข้า สามารถพบเห็นได้ในพื้นที่จริงและมีขอบเขต

หลักการจำแนกสังคมพืช

I. ศึกษารูปชีวิตและรูปการเจริญเติบโตของพืชส่วนใหญ่ในสังคม ( Dominant lift from or growth from in community ) ร4ะบบการจำแนกรูปแบบชีวิตที่ควรใช้เป็นพื้นฐานในการสังเกต ได้แก่ ระบบของ Du Rietz ซึ่งมีการจำแนก ดังนี้
พืชชั้นสูง
1. ไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง ( Woody plants )
1.1 ไม้ยืนต้น ( Trees ) สูงเกิน 2 เมตร
- ไม้ผลัดใบ ( Deciduous tree )
- ไม้สน ( Pine )
- ไม้ไม่ผลัดใบ ( Evergreen tree )
- หมาก ( Palm )
1.2 ไม้พุ่ม ( Shrubs ) สูง 0.8 ? 2 เมตร
- ไม้พุ่มผลัดใบ ( Deciduous shrub )
- ไม้พุ่มไม่ผลัดใบ ( Evergreen shrub )
- ไม้จำพวกสน ( Coniferous shrub )
- ไม้จำพวกหมากขนาดเล็ก ( small plam )
1.3 ไม้พุ่มเตี้ย สูงไม่เกิน 0.8 เมตร
1.4 ไม้เลื้อยพัน ( Climbers )
1.5 กล้วยไม้ ( Ephiphytes )
1.6 กาฝาก ( parasitic plants )

II. ชนิดพันธุ์พืชในสังคม ( Floristic composition ) ชนิดพันธุ์พืชภายในสังคมนับว่า มีความสำคัญมากในการจำแนกสังคมพืชในขั้นรายละเอียด โดยเฉพาะพืชที่เป็นดัชนี ( indicator species ) ของสังคมในชั้นเรือนยอดต่างๆ พันธุ์ไม้ดัชนีที่สำคัญของสังคมป่าเมืองไทย เช่น ป่าดงดิบชื้น ( Moist Tropical Rain Forest ) ไม้ดัชนี ได้แก่ ไม้ในวงศ์ไม้ยาง ( Dipterocarpaceae ) และ หลุมพอ ( Intsia palembanica ) เป็นต้น
III. ลักษณะโครงสร้างของสังคมพืช ( Community structure ) หมายถึง การกระจายด้านพื้นที่ ความหลากหลาย และความมากมายของมวลชีวภาพ ในการพิจารณาโครงสร้างของสังคมพืชนั้น ส่วนใหญ่พิจารณา 3 ประการ คือ ความหลากหลาย และ ความมากมายของชนิด ( Species diversity and abunance ) การกระจายทางด้านตั้ง ( Vertical distribution ) และการกระจายด้านราบ ( Horizontal distribution ) จากองค์ประกอบทั้ง 3 ประการนี้นับว่า มีความสำคัญในการจำแนกสังคมพืชในท้องที่มาก


ความหลากหลาย ( Species diversity )
หมายถึง ความมากน้อยของจำนวนชนิด และจำนวนต้นในแต่ละชนิด ความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสมของปัจจัยแวดล้อมที่จะรองรับชนิดพืชได้มากน้อยเพียงใด และแต่ละชนิดจะสามารถกระจายได้กว้างขวางมากน้อยเพียงใด ซึ่งในป่าดงดิบ จะมีความหลากหลายมากกว่าป่าผลัดใบ ( การเปรียบเทียบความหลากหลายด้วยสายตา อาจประเมินจำนวนชนิดต่อหน่วยพื้นที่ )

ความมากมาย ( abundance ) หมายถึง การวัดจำนวนต้นที่มีแต่ละชนิดในเชิงคุณภาพ โดยใช้การประเมินจากความบ่อยครั้งของการพบ การประเมินนิยมใช้ 5 ระดับ คือ

  • หายาก ( rare )
  • ขึ้นห่าง ๆ ( Zuncommon )
  • พบปานกลาง ( Frequent )
  • พบมาก ( Common )
  • พบมาก ๆ ( Very common )

การกระจายด้านตั้ง ( Vertical distribution ) เกิดจาก การจัดตัวของพรรณพืชตามความเหมาะสมของปัจจัยแวดล้อม และการปรับตัวเพื่อการแก่งแย่งแสง และการสรรเลือกของธรรมชาติ ตลอดจนลักษณะทางพันธุกรรม ชั้นหลักๆ ของพันธุ์พืช ( layer ) อาจแบ่งได้ดังนี้ คือ

  • เรือนยอดชั้นบนสุด ( top canopy ) ในป่าชนิดต่างๆ จะมีความสูงต่างๆ กัน ซึ่งในชั้นนี้ อาจแบ่งออกเป็นชั้น emergency layer คือ ชั้นที่มีเรือนยอดโผล่พ้นเรือนยอดไม้อื่นๆ และขึ้นอยู่ห่างๆ กัน ชั้นเรือนยอดในป่าแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป เช่น ความสูงชั้นบนสุดมักเกิน 40 เมตรขึ้นไป สำหรับป่าดงดิบแล้งมักเกิน 35 เมตรขึ้นไป
  • เรือนยอดชั้นรอง ( middle canopy ) อาจแบ่งออกได้เป็นหลายๆ ชั้นในป่าบางชนิด เช่น เรือนยอดชั้นที่ 2 ( second layer ) เรือนยอดชั้นที่ 3 ( third layer ) เป็นต้น

- ชั้นไม้พุ่ม ( under story or shrub layer ) เป็นชั้นของไม้พุ่ม
- ชั้นพืชล้มลุกและหญ้า ( field layer or undergrowth ) เป็นพืชที่ปกคลุมพื้นป่า
- ชั้นผิวดิน ( ground layer ) เป็นพืชที่อยู่ชิดผิวดิน อันได้แก่ มอส ตะไคร่
- ชั้นใต้ดิน ( underground layer ) ได้แก่ พืชที่อยู่ในดิน เชื้อรา และรากของไม้ชนิดต่างๆ
การกระจายทางด้านราบ ( horizontal distribution ) การกระจายทางด้านราบที่ใช้การประเมินด้วยสายตา ในสังคมพืชต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นการวัดความหนาแน่นของต้นไม้ทั้งหมดในสังคมพืช โดยการประเมินความถี่ห่างของต้นไม้ในป่า จะแบ่งออกได้ตามลักษณะการจำแนกเรือนยอด ซึ่งใช้ในการจำแนกสังคมพืชด้วยสายตา ที่เรียกว่า Primary structural grouping ดังนี้ คือ

  • ป่าเรือนยอดปิด ( closed vegetation ) หมายถึง ป่าที่มีความถี่ของต้นไม้มาก ( ถี่มาก ) เรือนยอดซ้อนทับ และต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอน
  • ป่าเรือนยอดเปิด ( open vegetation ) หมายถึง ป่าที่มีช่วงระหว่างต้น ( ความถี่ ) จะต้องไม่ห่างกันเกินกว่า 2 เท่า ของความกว้างของเรือนยอดของไม้เด่นในสังคมพืช
  • ป่าเรือนยอดห่าง ( sparse vegetation ) หมายถึง สังคมพืชที่พันธุ์ไม้เด่นในสังคม และไม้ชั้นรองห่างกันเกินกว่า 2 เท่าของความกว้างของเรือนยอด

นอกจากนี้ ? ความเด่นของพันธุ์ไม้ในสังคมพืช ? ยังเป็นสิ่งสำคัญอันหนึ่งในการจำแนกสังคมด้วยสายตา โดยใช้
- การประเมินจากค่าความมากมาย
- ความใหญ่โตของลำต้น
- การปกคลุมดินของเรือนยอด
- การมีอิทธิพลในสังคม โดยแบ่งตามความสามารถในการแก่งแย่งแสงสว่าง ซึ่งไม้ในแต่ละระดับ จะมีความสามารถในการแก่งแย่งแสงสว่างที่แตกต่างกันไป คือ
ไม้เด่นนำ ( dominant ) เป็นไม้ในเรือนยอดชั้นสูงสุด ที่มีความสามารถในการแก่งแย่งแสงสว่างได้มากที่สุด
ไม้เด่นรอง ( co ? dominant ) เป็นไม้ที่มีเรือนยอดรองลงมา และโดยถูกเบียดบังทางด้านข้างจากไม้เด่นนำ
ไม้ระดับกลาง ( intermediate ) เป็นไม้ที่ถูกปกคลุมด้วยเรือนยอดของไม้เด่น แต่คงทนอยู่ได้โดยสมบูรณ์ เนื่องจากถูกบดบังโดยไม้เด่น จึงทำให้ความสามารถในการแก่งแย่งแสงสว่างมีน้อย
ไม้ถูกบีบ ( suppresed ) เป็นไม้ที่ก่อตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าไม้อื่น หรือไม้ที่กำลังจะตาย ซึ่งความสามารถในการแก่งแย่งแสงสว่างจะมีน้อยที่สุด

No Comments »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URL

Leave a comment